What is Translator? What is Editor?

posted on 15 May 2008 15:21 by sansaryus

เหนื่อย เบื่อ เซ็ง

แล้วก็หน่ายตัวเองที่ยังเหนื่อย เบื่อ เซ็ง กับเรื่องนี้ไม่เลิกทั้งที่ก็เจอมาไม่รู้ตั้งเท่าไร

หลายคนเคยโดนโทรไปกรีดร้อง โทรไปให้ฟังรับคำบ่น รวมถึงโทรไปขอความช่วยเหลือ (ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งจากข้าน้อย  ดิฉันต้องแย่แน่ๆ ถ้าไม่มีที่ปรึกษาเหล่านี้)

ตั้งใจว่าจะขอพูดสักที และต่อจากนี้จะพยายามไม่บ่นอีกแล้ว ถ้ามันแย่นักก็จะลุยทำแบบไม่ลืมหูลืมตา ชนิดว่าเอาแค่มันอ่านรู้เรื่องก็พอแล้ว ความบัดซบบรรลัยในด้านความถูกต้องนั้น ดิฉันขอยกให้เป็นอานิสงส์แก่คนแปลเถิด

กรรมใครทำก็รับเองสิ (วะ)

เท้าความเล็กน้อยสำหรับใครที่หลงมาอ่าน--ที่หากจะมี

ในการทำหนังสือในระดับสำนักพิมพ์ของบ้านเราเนี่ย มักจะมีกลุ่มบุคคลหนึ่งซึ่งมักถูกลืมเลือนจากความคิดคำนึงของคนซื้อคนอ่าน นั่นก็คือกองบรรณาธิการอันหมายรวมถึง บรรณาธิการ ฝ่ายอาร์ต (อันหมายรวมทั้งคนจัดหน้าและคนทำปก) และฝ่ายพิสูจน์อักษร

รวมถึงส่วนอื่นๆ ซึ่งมักจะมีเพิ่มขึ้นตามขนาดสำนักพิมพ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับในแต่ละกระบวนงานนะคะ แต่ในที่นี้ขอตีวงอยู่ในส่วนที่จำเป็นสำหรับการออกหนังสือหนึ่งเล่มเถอะ และเจาะจงลงไปที่ตัวบ.ก. ผู้รับผิดชอบด้านเนื้อหาของหนังสือเล่มหนึ่งๆ

เวลาเราจะซื้อหนังสือสักเล่ม ถ้าเป็นหนังสือแต่งก็มักจะดูจากชื่อคนเขียน ถ้าเป็นหนังสือแปลย่อมหนีไม่พ้นชื่อคนเขียนและคนแปล

แต่เคยสังเกตไหมว่า บางทีทำไมคนแปลคนเดียวกัน งานออกในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ทำไมฝีมือการแปลมันถึงไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีว่าทำไมมันดีและไม่ดีสลับกัน

จุดใหญ่ใจความที่มีผลต่อความแตกต่างนี้คือ บ.ก.

เคยมีกรณีว่าหนังสือแปลเล่มหนึ่งได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นมาแล้ว คนแปลหน้าบานประมาณว่า "นี่งานดิชั้นเองค่ะ" ส่วนบุคคลในเงาทั้งหลายที่เคยได้เห็นงานดิบๆ ชิ้นนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้า แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำงานเงินน้อยนิดเมื่อเทียบกับงานและความสามารถของตัวเองต่อไป

กลับมาเรื่องของดิฉันบ้าง

คุณคนแปลคะ คุณคิดว่าบ.ก.อย่างดิฉันเป็นอะไรไม่ทราบ เด็กเก็บลูกกอล์ฟของคุณหรือคะ คุณตีลูกไปตกน้ำตกท่าตกทรายตกในพงญ้า ตกไปถึงทะเลทรายซาฮาร่าทั้งที่คุณอยู่ประเทศไทย ดิฉันก็ยังต้องเป็นคนไปเก็บลูกกลอ์ฟเน่าๆ ของคุณกลับมาวางไว้ให้คุณ หรือยิ่งกว่านั้นคือดิฉันจะต้องขัดสีฉวีวรรณ ก่อนตีไอ้ลูกกอล์ฟลูกนั้นกลับมาโฮลอินวันให้คุณได้หน้า ในขณะที่ตัวดิฉันเองก็ยังต้องใส่หมวกแก๊ปเดินตามหลังคุณอย่างไม่มีใครจำได้ด้วยหรือเปล่าคะ

ที่แย่ที่สุดคือยังโดนคุณหันมาถามว่า แกเป็นใครมาจากไหน กล้าตีลูกแทนผม

พูดไปก็รู้สึกผิดบาปกับจรรยาบรรณที่ถูกสั่งสอนมาอย่างดิบดีว่าอย่าเสนอหน้า ผยองว่าหนังสือเล่มนี้ตูข้าเป็นผู้อิดิทเอง ใจตัวเองก็ไม่เคยแม้แต่จะตั้งคำถามกับข้อบังคับนี้แม้แต่น้อยว่าทำไมมันเป็นอย่างนั้น ด้วยเหตุว่า

ในกรณีที่งานแปลดี คนทำงานในฐานะบ.ก. ก็เป็นเหมือน QC คอยตรวจความเรียบร้อยอีกทีก่อนส่งถึงมือผู้อ่าน แลกกับค่าหนังสือที่ผู้อุดหนุนทุกท่านจ่ายเป็นค่าตอบแทน ซึ่งก็จะกลายมาเป็นเงินเดือนให้พวกเราได้กินใช้และมีชีวิตต่อไปได้

พูดง่ายๆ มันก็คือการทำงานเอาสมองแลกเงิน

แต่ทำไมมันกลายเป็นปัญหา ก็เพราะว่าคนแปลก็ดูเหมือนจะลืมไปด้วยว่า "หน้าที่และคุณสมบัติของคนแปล" มันคืออะไร  และ "หน้าที่และความรับผิดชอบของบ.ก." มันเริ่มและสิ้นสุดตรงไหน

มันใช่เรื่องหรือที่บ.ก. ซึ่งได้เงินเป็นสัดส่วนที่ไม่ถึงครึ่งของเงินค่าแปลต้องมาแก้งานอย่างชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะต้องแปลใหม่ทั้งเล่ม

หน้าที่ของบ.ก. ไม่ใช่ "อ้าว ก็มีหน้าที่ทำให้หนังสือมันอ่านรู้เรื่องไม่ใช่หรือคะ" หรอกนะ

ขอโทษเถอะ ถ้าบ.ก.มีหน้าที่ทำให้หนังสือมันอ่านรู้เรื่อง แล้วคนแปลมีหน้าที่อะไรคะ ถอดความจากภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย??

ขอโทษ (อีกที) งั้นก็ไม่ต้องจ้างคุณคนแปลแล้วหรอก เดี๋ยวนี้เครื่องแปลภาษาเอาไว้ทำไมมี ในเมื่อคีย์คำใส่เข้าไปแล้วมันก็แปลออกมาได้เหมือนที่คุณแปลน่ะ

ถ้าบทแปลไม่ได้คุณภาพมาเจอระบบงานบ.ก. ที่เอาเร็วเข้าว่า ก็อาจจะปล่อยบทแปลนั้นออกสู่สายตาประชาชน อันเป็นที่มาของเสียงบ่นเสียงก่นด่าเสียงประจานอันมักจะมีต่อหนังสือบางเล่ม แต่ส่วนใหญ่ในฐานะด่านสุดท้ายก่อนจะออกไปถึงมือคนอ่าน คงไม่มีบ.ก.คนไหนทำอย่างนั้นได้ลง สุดท้ายก็ต้องแก้ให้มันออกมาดีจนได้ในเวลาอันจำกัดจำเขี่ย (กรุณาอย่าคิดว่าบ.ก. จะมีเวลาทำงานต่อชิ้นนานนะคะ ส่วนใหญ่ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของเวลาที่ใช้แปลด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงว่าถ้างานมันเร่ง ด่านสุดท้ายนี้จะต้องอดตาหลับขับตานอนชนิดอยากให้มีเครื่องหยุดเวลาของโดราเอมอนไว้ใช้สักเครื่องกันเลย)

เขียนมานี่ไม่ได้จะบอกว่าคนแปลจะต้องแปลงานถูกต้องได้อารมณ์ไม่มีหลุดประหนึ่งเป็นร่างจำแลงของคนแต่ง เพราะถ้าไม่ใช่เทพคุณก็คงต้องมีชั่วโมงบินชนิดเฉียดๆ จะไปถึงอวกาศนั่นล่ะถึงจะทำได้ ไม่พูดถึงว่าบางทีเรื่องมันเขียนถึงซอกหลืบมุมหนึ่งในหลุมกลางเกาะกาลาปากอส ซ้ำด้วยการสำทับว่า มันเหมือนกับรอยกระตรงหว่างคิ้วของอพอลโล ... ก็คนมันไม่เคยเห็นไม่เคยสัมผัส งงบ้างมันย่อมมี

หรือบางทีถ้างานเร่งจนเกินไป -- ซึ่งไม่ใช่ของแปลกในการทำงานหนังสือสมัยนี้ --อาการเบๆ อย่างอาการตาลาย ผิดอย่างไม่ควรจะผิด ก็เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติของคนทำงานกับตัวหนังสือ แม้แต่คนแปลเก่งๆ ก็เกิดอาการนี้ได้ (กับตัวเองที่ยังถือว่าน้องใหม่สุดๆ สำหรับงานแปลก็เคยเป็น ผิดชนิดยังอับอายตัวเองจนถึงบัดนี้ ดีว่า บ.ก. ของตัวเองในตอนนั้นช่วยแก้มาให้)

คนแปลก็ขึ้นชื่อแล้วว่าคน ไม่ใช่เทวดา ความผิดพลาดเป็นเรื่องคู่กันกับมนุษย์

กระนั้นมันก็มีบางเรื่องซึ่งคุณต้องรู้  เช่นคำว่า Supercool ไม่ได้หมายความว่าแอร์เย็นเฉียบในบริบทที่คุณอยู่ในคฤหาสน์ร้างยุคโคโลเนียลกลางกรุงไคโร

หรือรู้ว่า นี่มันหนังสือท่องเที่ยว ไม่ใช่หนังสือสังคมศึกษา จะใช้ภาษาวิชาการไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่หนังสือนิยายฮาเลอควินด้วย

ถ้าคุณไม่รู้ หรือถ้าคุณตาลาย หรือถ้าคุณพลาดไปแล้ว คุณก็ต้องยอมรับความจริงเมื่อมีคนบอกคุณว่ามันผิด ไม่ใช่แก้ปัญหาด้วยการสั่งไม่ให้ใครตรวจแก้งานคุณ 

ในการทำงานจริงมันหนักหนาสาหัสกว่านี้ค่ะ เพียงแต่มันไม่สามารถบอกเล่าในที่สาธารณะ

พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มีใครหรอกที่รู้ทุกอย่าง เข้าใจทุกเรื่อง รู้ว่าความหมายในดิกชันนารีที่บอกว่า Scimitar แปลว่าดาบใบกว้างโค้ง จะมีชื่อภาษาไทยว่าดาบวงจันทร์ ขนมสอดไส้สีพาสเทลคือมาการูน แม้แต่บ.ก.เองก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากที่อื่น ต่างกันตรงที่ คุณเคยใช้ความพยายามในการทำงานของคุณแล้วหรือยัง คุณพูดได้ไหมว่านี่คือเต็มที่ของคุณแล้ว

ถ้ายังยืนกรานว่านี่คือ 100 เปอร์เซนต์  ก็แนะนำให้ไปทำงานอื่นเถอะค่ะ คุณไม่เหมาะกับที่ตรงนี้หรอก

งานแปลไม่ใช่การสักแต่ถอดความ ไม่ใช่การปั่นงานให้ทันเดดไลน์ ไม่ใช่การโบ้ยความผิดไปให้คนอื่น ในขณะที่รับชอบที่หน้าปกหนังสือ

แต่เป็นการรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง รับผิดชอบต่อต้นฉบับ และเป็นการทำงานร่วมกันเป็นทีม 

หรือควรจะถามใหม่ว่า คุณรู้ไหมว่าหน้าที่ของคนที่ทำงานร่วมกับคุณคืออะไร หรือแม้กระทั่งรู้ไหมว่า หน้าที่ของตัวคุณคืออะไร

บ.ก. ไม่ใช่ Ghost Translator นะคะ

--------------------------------------------

ปล. พูดอย่างนี้ก็เหมือนกับทุกอย่างเป็นความผิดของคนแปล ความจริงคือทางสนพ. เองก็มีส่วนกับการที่เลือกคนนั้นๆ มาแปลหนังสือเล่มหนึ่งๆ   แต่มีเคสศึกษาว่า ตอนเทสต์งานนั้นออกมาดีมากกกกกกกกก แต่พอเจองานจริงเข้าไปแล้วแทบกระอักด้วยความไม่เข้าใจว่า ไอ้ตอนเทสต์นั่นมันคืออะไร ก็มีเหมือนกัน

edit @ 15 May 2008 17:10:11 by sansaryus

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ได้แต่รับฟัง ^^;;
สู้ๆ ค่ะ

ส่วนเรื่องเทสต์
ตอนเทสต์นั่นคนแปลเค้าอาจจะไม่ได้หัวเดียวกระเทียบลีบน่ะค่ะ

...คือ เคยช่วยเพื่อนทำงานเทสต์มาแล้ว (ไม่ใช่ทำแทนเพื่อนนะคะ แต่ช่วยตรวจให้ ช่วยบอกตรงที่เพื่อนไม่รู้ หรือตีความผิดทำนองนั้น) ตอนนั้นทำด้วยความสนุกมากๆ เพราะเป็นเรื่องที่สนใจพอดี ฮ่าๆๆ แต่เพื่อนดันไม่สนใจน่ะก็เลยมาขอให้ช่วยsad smile พอเพื่อนได้งานที่นั่น (งานเป็นการแปลบทความหลายๆ แบบ) ก็มีบทความที่เขาสนใจมาให้ทำพอดี ต่างกับตอนเทสต์ ก็เลยโอเค big smile แต่เวลาเจอบางอันที่ไม่สนใจก็ลำบากหน่อย

คิดว่าบางทีถ้าบังเอิญงานเทสต์เป็นงานที่คนแปลถนัด แต่งานจริงกลับเป็นงานที่คนแปลไม่สนใจก็เลยอาจจะทำให้มีปัญหาหรือเปล่าคะ embarrassed

ปล.คุณ san รับสมัครคนแปลเพิ่มบ้างไหมคะ จะได้ลองขอทำเทสต์บ้าง question (พูดจริงนะคะเนี่ย)

#1 By rainorshine on 2008-05-15 20:06

ง่า ถามจริงก็ตอบจริง

เรื่องคนแปลนี้ตัวเองกำหนดไม่ได้อ่ะค่ะ ม้นต้องขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์ หรือก็คือเจ้านายอีกที (ถ้าตัวเองเลือกได้คงไม่มีเหตุให้ต้องบ่นบ้ายืดยาวขนาดนี้)

ถ้าอยากทำจริงๆ ก็พอจะทำตัวเป็นสายโทรศีพท์ให้ได้ แต่ที่เหลือต้องขึ้นอยู่กับความสามารถล้วนๆ แล้วค่ะ

(เคยมีคนถามว่า แกเส้นชั้นเข้าไปเลยได้ไหม ก็ได้แต่ตอบไปว่า ไอ้ได้ไม่ได้น่ะไม่รู้ เพราะก็แค่ลูกจ้างต๊อกต๋อยเหมือนกัน รู้แต่ว่าถ้าฝีมือไม่ถึงระดับหนังสือที่เขาให้มาแปลล่ะก็ คนลำบากคนแรกก็แกนั่นล่ะ -- ประมาณนี้อ่ะค่ะ)

#2 By sansaryus on 2008-05-16 02:13

ขอบคุณค่า พอดีไม่อยู่สองวันsad smile

ไม่ได้จะให้กำหนดตัวอะไรแบบนั้นเลยค่า คงไม่กล้ารบกวนขนาดนั้น ^^;;

ที่ถามเพราะเผื่อมีเปิดรับพอดี ก็จะได้ขอลองขอเทสต์เข้าตามตรอกออกตามประตู ^^(บางคนชอบหวย แต่เราชอบทำเทสต์ อิๆ เร้าใจดีเวลาลุ้นผลquestion) งานประเภทนี้ฝีมืออย่างเดียวไม่พอ (เว้นแต่จะเก่งมากกกกหนึ่งในตองอูแบบนั้น ฮ่าๆๆ ...) แต่ต้องได้จังหวะเหมาะๆ ด้วยนะเราว่า เช่น ถ้าสนพ.ยังไม่ต้องการหาเพิ่ม แล้วไปทำเทสต์ทิ้งไว้ลอยๆ คนตรวจจะมีเวลาอ่านหรือเปล่าก็ไม่รู้ ปกติก็งานประจำล้นมือ sad smileฮ่ะๆ

ขอบคุณอีกครั้งนะค้า surprised smile

#3 By rainorshine on 2008-05-18 01:47

ตอบอย่างนี้แล้วกันค่ะ

ความจริงคือมันมีทั้งสองแบบ ที่รอต้องการคนก่อนค่อยตรวจเทสต์ กับมีเทสต์ส่งมาเมื่อไหร่ก็ตรวจ

แต่ความจริง วิธีที่ดีที่สุด (ในความคิดเรานะ) คืออย่าแปลเทสต์ค่ะ ^^

ให้เลือกเรื่องที่สนใจ แล้วแปลส่งไปเลยประมาณ 40-50 หน้าต้นฉบับ (ถ้าขนาดพอกเกตบุคก็จะออกมาประมาณ 20-30 หน้าเอสี่) แล้วก็แนบไปด้วยว่าทำไมสนใจเรื่องนี้ คิดว่าเรื่องนี้มันดีตรงไหน อย่างน้อยๆ ตอนรับเมล์เค้าก็จะอ่านตรงที่เราแนะนำ เผลอๆ ก็จะเปิดดูตัวอย่างงานของเราด้วย เป็นการเพิ่มโอกาสให้ตัวเองค่ะ

หรือหากอยากให้ชัวร์กว่านั้น แปลทั้งตัวเทสต์ เรื่องที่ตัวเองสนใจ และผลงานแปลเก่าๆ ของตัวเองไปด้วยก็ได้ ... ว่าง่ายๆ มันคือการทำพอร์ทโฟลิโอนั่นเอง ^^

จะว่าไป พอร์ทโฟลิโอนี่สำคัญสุดๆ สำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์เลยค่ะ

#4 By sansaryus on 2008-05-21 14:28

สวัสดีค่ะ
อืมมม อ่านแล้วเหนื่อยใจแทนค่ะ โดนส่วนตัวเราก็แอบเห็นใจคนทำงานเบื้องหลังนะคะ เพราะพองานออกมา(โดยเฉพาะพวกงานที่ได้รับยกย่อง ได้รางวัล)คนที่ได้เครดิตก็ดูจะมีเพียงคนเขียนกับคนแปลแค่นั้น นอกนั้นเรียกว่าไม่ได้รับการกล่าวถึง น่าเศร้าแทนจริงๆค่ะ

แต่กับบางเรื่องเราก็อึ้งๆเหมือนกันว่าปล่อยให้แปลอย่างงี้ออกมาวางแผนได้ยังไง ไม่มีคนคอยตรวจทานอีกทีเลยรึที่จำได้แม่นๆก็มีอยู่เรื่องหนึ่งเป็นการ์ตูนผู้หญิง(ตอนนี้นึกนิยายไม่ออก เอาตัวอย่างเป็นการ์ตูนละกันค่ะ)แปลที่เย็บกระดาษว่าฮอตคิส อึ้งงงงไหมล่ะคะ(เอ่อเราอึ้งมากเลยล่ะค่ะ)งงว่าผ่านมาได้ยังไง ไม่มีใครสงสัยอะไรเลยหรือ หรือว่านั่นมันเป็นศัพท์ที่คนอื่นใช้แต่เราไม่ใช้? อีกตัวอย่างหนึ่งไม่ใช่นิยายแปลค่ะ นิยายคนไทยแต่งนี่แหละ(ไม่ค่อยเกี่ยวแฮะ) เป็นนิยายวัยรุ่นๆ แต่เราแปลกใจมากว่าต้องมีคนเรียบเรียงด้วย คนแต่งเรียบเรียงเองไม่เป็นเหรอคะนี่? ส่วนมากที่เห็นต้องมีคนเรียบเรียงมักจะเป็นหนังสือแบบที่คนดังๆเขียนแล้วมีคนมาเรียบเรียงให้ นิยายแต่งเองจำเป็นต้องมีคนมาเรียบเรียงให้ด้วยเหรอคะนี่

เรารู้สึกว่าการทำหนังสือสักเล่มมันไม่ได้ใช้แค่เงินทุนกับนักแปลหรอกค่ะ มันต้องทำงานเป็นทีมถึงจะสำเร็จ ไอ้พวกที่แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้ เราเห็นด้วยว่าน่าจะไปทำงานอื่นจะดีกว่า เพราะเวลางานออกมาแล้วมันผิดพลาดมันไม่ดี มันจะมีชื่อคุณหราอยู่ พร้อมกับคำตำหนิที่ว่าบ.ก.ปล่อยมาได้ไงเนี่ยยย

อืมมม ความจริงอยากพิมพ์อีกยาวเลยล่ะค่ะ แต่รู้สึกว่าพี่พิมพ์ๆมา เราหาประเด็นตัวเองไม่เจอยังไงไม่รู้ เลยพอดีกว่า

ปล.ที่หายหน้าหายตาไปนานเพราะว่าหาเวบคุณsansaryusไม่เจอค่ะ พอดีโดนล้างคอม ทุกอย่างหายเกลี้ยง แล้วเราก็ไม่ใช่พวกจำurl webซะด้วยนี่สิคะ มาเจอนี่เพราะในแอรินเห็นชื่อคุณsansaryusโหลด utsukushii kotoพอดี ก็เลยตามมาถูกค่ะ เหอๆๆ

#5 By narm_me (158.108.38.182) on 2008-05-21 15:03

สวัสดีค่ะคุณ narm_me

แหม่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าแอรินจะทำให้เรามาเจอกัน (อีกครั้ง) ฮ่า ฮ่า

อ่านแวบแรก นึกถึงไปว่าแอรินเป็นเหมือนเวบหาเพื่อนยังไงยังงั้น แต่ก็... คนคอเดียวกันนี่เนอะ ^^

เรื่องการ์ตูนที่เล่ามาอ่านแล้วก็เหมือนเคสที่ตัวเองเจอเหมือนกันค่ะ แบบว่า ... เอ่อ คำนี้ปล่อยมาได้ไงเนี่ย แต่เท่าที่เคยคุยกับเพื่อนที่เป็นบ.ก. สำนักพิมพ์การ์ตูนแห่งหนึ่ง (โดยทางการแล้วไม่ได้ติดยศนี้หรอกค่ะ แต่ที่ทำก็คืออย่างเดียวกันนี่เอง) กับระบบงานของอีกบางที่ที่รู้มา ก็คือคิดว่าการทำการ์ตูนเนี่ย คงไม่ใช่ทุกเรื่องทุกเล่มที่จะผ่านมือบ.ก. ตรวจค่ะ เรื่องไหนที่ผ่านได้เขาก็ผ่าน -เพื่อความเร็วและลดต้นทุน- เพราะฉะนั้นมันก็มีเหมือนกันที่คนแปลแปลถอดเสียงคาตาคานะมาเลยโดยไม่ได้สนใจว่าคนไทยเรียกมันว่าอะไร พอคนตรวจทานรอบสุดท้าย -ซึ่งมักจะอ่านญี่ปุ่นไม่ออก ตามเหตุผลข้างต้น- มาอ่าน บางทีเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ยิ่งงานเร่งๆ นี่แทบจะหายห่วงเลยว่าหลุดแหง (อันนี้เป็นกับทุกกรณี หนังสือเล่มก็เป็น)

เพราะงั้นถึงอาจจะฟังดับเบิลสแตนดาร์ดไปหน่อย แต่สำหรับเราแล้วในกรณีนี้จะมุ่งไปที่คนแปลก่อนใครเพื่อนเลยค่ะ ^^

ว่าแต่ ถึงจะพอมองออกมาทำไมถอดเสียงออกมาอย่างนั้น... คำนี้ก็ไม่น่าผิดแล้วนะ (พอๆ กับที่ไม่ควรแปล pineapple ว่าพายแอปเปิ้ลนั่นแหละ)

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า คุณสมบัติสำคัญที่นักแปลควรจะมี นอกเหนือจากว่าต้องมีความรู้ของภาษาที่แปลนั้นพอสมควรแล้ว คือความอยากรู้อยากเห็นและช่างค้นค่ะ เพราะโดยตัวงานแล้วคือ หนึ่ง การถ่ายทอดระหว่างภาษานั้นมันจะต้องพบความแตกต่างมากมาย สองคือเราไม่รู้ว่า ผู้เขียนนั้นเขามีขอบเขตความรู้กว้างขนาดไหน ถ้าเราตามเขาไม่ทัน เราก็จะไม่สามารถถ่ายทอดหรือเข้าใจสิ่งที่เขาคิดได้เลย

แน่นอนว่ามันฟังค่อนข้างอุดมคติ โดยเฉพาะกับนักแปลหน้าใหม่ๆ แต่นี่ล่ะที่ทำให้ "ทีม" สำคัญ อย่างที่เขาว่า มากหัวดีกว่าหัวเดียว แน่นอน

ส่วนเรื่องนิยาย ไม่แน่ใจว่าคนเรียบเรียงนั้นเป็นคนที่นักแปลหาเองหรือทางสำนักพิมพ์หามาช่วย แต่ถ้าพูดกลางๆ คือช่วงก่อนหน้านี้ตลาดนิยายวัยรุ่นค่อนข้างแข่งขันกันสูงน่ะค่ะ เพื่อผลักดันหนังสือออกเลยอาจจะต้องใช้แรงงานมากขึ้นเพื่อให้หนังสือนั้นออกสู่ตลาดได้ค่ะ ก็ต้องเข้าใจเขานิดนึง ^^

เราไม่ค่อยรู้ว่าตอนนี้คนเขามองวงการหนังสือว่ายังไง แต่เราเมื่อก่อนนี่มองว่ามันสูงส่งมากๆ เลย ทำหนังสือเนี่ย พอมาเจอเข้าจริงแล้วก็... อืม มันก็คือธุรกิจอย่างหนึ่งนี่เอง บ.ก.(พูดถึงทั่วๆ ไปนะคะ)ก็คือพนักงานบริษัทคนหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกับฝ่ายอื่นๆ ให้บริษัทได้กำไรเพื่อมาเป็นเงินเดือนและโบนัสของเรา หุหุ

เหมือนจะนอกเรื่องอีกล่ะ ฮ่าฮ่า พอดีกว่า เอาไว้มาคุยกันใหม่นะคะ พิมพ์ยาวแค่ไหนก็ยินดีอ่านเลยค่ะ

ปล.ว่าแต่ อยากอ่าน utsukushii koto ภาคภาษาไทยจริงๆ นะเนี่ย

#6 By sansaryus on 2008-05-22 15:19

... เอ่อ ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองพิมพ์ยาวขนาดนี้ wink

#7 By sansaryus on 2008-05-22 15:21

หวัดดีค่า

ยาวแค่ไหนก็อ่านจบค่า ยังแอบขำเรื่องแอริน555+ ปกติพอนึกถึงเวบนี้เราย่อเองในใจเรียกคุณsansaryusเป็นคุณsan มีนก็เลยตามหาไม่ถูกนี่เอง

ตอนเด็กๆเราก็เคยคิดนะคะว่าวงการคนทำหนังสือนี่มันดูยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ มีอุดมการ แต่พอโตขึ้นแล้วเห็นสภาพของสนพ.(ส่วนใหญ่)ก็ค่อนข้างหมดศรัทธาค่ะ กลายเป็นธุรกิจไปเสียหมด งานสุกเอาเผากิน จนบางทีเราเป็นคนเสพหนังสือด้วยความชินชายังไงไม่รู้(แบบว่าหนังสือดีไม่ดีก็ขี้เกียจคิดตามขึ้เกียจวิจารณ์ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้อะไรขึ้นมา)

ปล.utsukushii kotoโหลดมายังไม่ได้อ่านเลยค่ะ (ยังไม่ได้แตกไฟล์เลยด้วยซ้ำเหอๆ)เราเองก็อ่อนญี่ปุ่น มีแต่ใจรัก คราวนี้คงได้เปิด-จิ้มดิคกันมันส์มือ แต่มีเสียงเรียกร้องอยากอ่านภาคภาษาไทยอย่างนี้คงจะคาดหวังได้ว่าสนุก[หรือเปล่าคะ??] ไม่สิงานอ.Konohara Nariseนี่พูดว่าสนุกยากกก เรียกว่าถูกใจ ชอบ โฮกกกกคงจะเหมาะกว่าล่ะมั้งคะ
ปล.2 อ๊ากกกก ชักนอกเรื่องขึ้นเรื่อยๆ ขอโทษทีค่าsad smile

#8 By narm_me (158.108.38.182) on 2008-05-22 16:42

ขอนอกเรื่องถึงutsukushii kotoโดยสมบูรณ์ค่ะ

อ่านเล่ม1แล้วแบบผ่านๆค่ะ อยากอ่านเป็นภาษาไทยเหมือนกันค่ะ ขอให้มีคนสนใจเรื่องนี้ทีเถิด >< และขอคนแปลดีๆ 555+

เมื่อวานกลับบ้านไป ความรู้สึกแรกคือมันหนาเหมือนกันนะนี่ พอดูภาพพินอัพ ไอ้เราก็นึกในใจ อืมมม เรื่องนี้มันมีผู้หญิงด้วยแฮะ

แต่พออ่านเรื่องย่อแล้วอึ้งค่ะ อึ้งกับไอ้งานอดิเรก(หรือเรียกว่าวิธีคลายเครียด)ของนายเอก เอ่อ ซีดไปพักนึง ค่อยทำใจเริ่มอ่าน

ตอนแรกๆอ่านข้ามๆ ผ่านๆขี้เกียจเปิดดิก สักพักขี้เกียจโดยสมบูรณ์อ่านแต่อันที่มันมีภาพประกอบ(เหอๆ)ตอนแรกก็แอบสงสารพระเอก ที่ดันไปหลงรักคนๆนั้น(พยายามจะไม่สปอย-เอ หรือเราสปอยไปแล้วหว่า)ได้แต่เพ้อเฝ้าหายืนรอแม้เขาจะไม่มา แล้วก็ข้ามไปตอนที่พระเอกมาถามนายเอกว่าเป็นแฟนกับคนๆนั้นรึเปล่า แล้วก็บอกว่าถึงเธอจะเป็นคุณย่าคุณยายก็ยังรัก ถึงจะเด็กหรือแก่ก็ไม่แคร์ รักที่จิตใจ แต่ว่าพอทำไมรู้ความจริงแล้วดันทำตรงข้ามกับอย่างที่พูดล่ะเฟ้ยยยย โอยยยย แล้วตอนที่หงุดหงิดที่สุด สงสารนายเอกมากเลยค่ะ(จะสปอยแต่ฟังตัวอักษรไม่เป็น พิมพ์ไว้ล่างสุด ไม่อยากอ่านข้ามไปเลยนะคะ ไม่ควรเลื่อนลงไป)






















ไม่รู้เราเข้าใจถูกรึเปล่าเพราะอ่านไม่เปิดดิก อ่านแบบผ่านๆ แต่ไอ้ตอนที่...กัน แล้วพระเอกมันเรียกชื่อคนๆนั้น! โอยยยหงุดหงิดมากกกกค่ะ ทำไมทำแบบนี้
แล้วนายเอกขอให้หยุด บอกว่าเจ็บๆๆ ก็ไม่สนอีกตะหาก ฮือออ อยากร้องไห้ค่ะ ToT ถึงตอนหลังจะมาขอโทษก็เถอะ แต่ทำแบบนั้นมันเกินไปแล้ววววว!

#9 By narm_me (158.108.38.182) on 2008-05-23 10:28

เรียกร้องอ่านภาษาไทยนี่เพราะภาษาญี่ปุ่นของตัวเองยังเรียกได้ว่าอยู่ในระดับกระท่อนกระแท่นค่ะ ^^

ประมาณว่า มีไว้เพื่อดูว่าที่แปลมานั้นมันคือตรงไหนของต้นฉบับแล้วมากกว่า

เพราะฉะนั้น ยินดีมากหากจะมีคนสปอลย์ให้ค่ะ question

สาเหตุที่ติดใจจนอยากอ่านเรื่องนี้เนื่องจากอ่านเรื่องย่อแล้วก็คิดว่า โอ๊ะ อ.Konohara มาพล็อตแปลกอีกแล้วแฮะ(ชวนอึ้งไปน่าดูเหมือนกัน) แถมสองเล่มอีกต่างหาก น่าจะต้องมีอะไรแน่ๆ เลย (เนื่องด้วยติดใจการพัฒนาเรื่องของอ. น่ะค่ะ พอเห็นเป็นสองเล่มเลยเดามั่วไว้ก่อนว่าน่าจะดี -เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย- 555)

ว่าแต่ ขอนินทาหน่อยเหอะ เท่าที่อ่านงาน อ. Konohara มา พระเอกของแกนี่ชวนให้รู้สึก ...อื้มมมม อึ้ง(ว่ะ)... ทุกครั้งเลยอ่ะ sad smile

แต่ก็ดีค่ะ ชวนให้มีอะไรตื่นเต้นดี question

#10 By sansaryus on 2008-05-23 11:30

ขอบคุณมากๆ ค่ะ มีประโยชน์มากๆ เลย จะใช้เป็นแนวทาง อิๆๆ
(แต่ตอนนี้ต้องทำงานที่ได้เงินใช้แน่ๆ ไปก่อน )

เห็นคุยกันเรื่องอ.โคโนฮาระยาวเหยียด cry
อยากคุยจัง cry cry แต่ตอนนี้สงสัยไม่ไหวแล้ว
อ่าน Utsukushii Koto ไปแล้ว แต่ยังไม่จบเหมือนกันค่ะ question (พอดีไปอ่านเรื่องอื่นของอ.คั่นก่อน ซึ่งเรื่องนั้นก็ปาดเหงื่อในความเอ่อ...ของอ.sad smile) อ่านรีวิว Utsukushii Koto ในอเมซอนเห็นมีแต่คนร้องบอกว่าเจ็บปวดใจเหลือเกิน~

#11 By rainorshine on 2008-05-24 01:43